การย้อมสีแกรม
เขียนโดย มณฑล สุกใส   
วันพฤหัสบดีที่ 04 มิถุนายน 2009 เวลา 13:25 น.

การย้อมสีแกรมการย้อมแกรมเป็นเทคนิคในการศึกษาจุลินทรีย์ โดยดูสีที่ย้อมติดกับตัวจุลินทรีย์ลักษณะการย้อมติดที่ตัวเซลล์เป็นแบบ differential strain ซึ่งเป็นการใช้สีย้อมมากกว่าหนึ่งชนิด สีจะติดตามไซโตพลาสซิมและผนังเซลล์ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างเซลล์แบคทีเรียชนิดต่างๆ ได้

การย้อมสีแกรม

ผู้ที่คิดค้นการย้อมสีวิธีนี้คือ Hans Christian Gram ในปี คศ. 1884 ผลของการย้อมสีแกรมทำให้จำแนกแบคทีเรียออกได้ 2 กลุ่ม คือ

1. แกรมบวก (Gram Positive) แบคทีเรียที่ย้อมติดสีน้ำเงินม่วง

2. แกรมลบ (Gram Negative) แบคทีเรียที่ย้อมติดสีแดง

 

สีและสารละลายที่ใช้ทั้งหมด

1. Crystal violet

2. สารละลายไอโอดีน

3. เอทธิลแอลกอฮอล์ 95%

4. Safranin

5. น้ำกลั่น

 

วิธีการย้อมแกรม

1. smear เชื้อที่ต้องการย้อมลงบนสไลด์ที่สะอาด ทิ้งให้แห้ง จากนั้นตรึงตัวเซลล์ด้วยการผ่านเปลวไฟ (ระวังเซลล์จะแตกตายก่อนด้วย) การตรึงเซลล์จะช่วยให้เซลล์แห้งติดกับแผ่นกระจกสไลด์

2. หยด Ammonium oxalate crystal violet บนเชื้อที่ smear นานประมาณ 1 - 2 นาที แล้วเทสีทิ้ง

3. หยดสารละลายไอโอดีนตามลงไปนานประมาณ 2 นาที แล้วเททิ้ง สารละลายไอโอดีนจะช่วยให้เซลล์ย้อมติดสีได้ดีขึ้น

4. ขั้นตอนนี้เรียกว่า Decolorized โดยการล้างสีด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ 95% นาน 30 วินาที แล้วจึงตามด้วยน้ำกลั่น

5. หยดสีSafraninบนเชื้อนานประมาณ 15-30 วินาที ล้างสีด้วยน้ำ แล้วจึงมองเซลล์ผ่านทางกล้องจุลทรรศน์

 

ลักษณะการเปลี่ยนแปลงระหว่างการย้อมแกรมของแบคทีเรีย

สีและสารละลายที่ใช้ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น
แบคทีเรียแกรมบวก แบคทีเรียแกรมลบ
1.Ammonium oxalate crystal violet เซลล์ติดสีม่วง เซลล์ติดสีม่วง
2. สารละลายไอโอดีน สารละลายไอโอดีนรวมกับ crystal violet เป็นสารประกอบที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ภายในเซลล์ยังติดสีม่วง สารละลายไอโอดีนรวมกับ crystal violet เป็นสารประกอบที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ภายในเซลล์ยังติดสีม่วง
3. เอทธิลแอลกอฮอล์ 95% ไซโตพลาสซึมและผนังเซลล์สูญเสียน้ำ จึงเกิดการเหี่ยวหรือหดตัว ทำให้รูของผนังเซลล์มีขนาดเล็ก สารประกอบของสีซึ่งมีโมเลกุลชนาดใหญ่ไม่สามารถละลายออกมาได้ เซลล์จึงติดสีม่วง สารพวกลิปิดที่ผนังเซลล์ถูกละลายออกไป ทำให้รูของผนังเซลล์มีขนาดใหญ่ขึ้น สารละลายของสีจึงสามารถละลายออกจากเซลล์ได้ เซลล์ไม่ติดสี
4.Safranin เซลล์ไม่ทำปฏิกิริยากับสีนี้ เซลล์ติดสีม่วงตามเดิม เซลล์ติดสีแดงของSafranin

*** เวลาย้อมแกรมระวังสีหยดลงบนโต๊ะที่ทำการทดลอง เพราะขัดล้างไม่ค่อยออก ***

หลักเกณฑ์ในการย้อมแกรม

1. เซลล์ปกติ ( vegetative cell )เท่านั้นที่ติดสีแกรมบวกหรือแกรมลบ แต่ถ้าเซลล์เกิดแตกขึ้นมาจะติดสีเฉพาะแกรมลบเท่านั้น

2. การย้อมแกรมต้องใช้ crystal violet และสารละลายไอโอดีนเสมอ

3. แบคทีเรียเท่านั้นที่ให้ผลต่างกันในการย้อมแกรม แต่จุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ จะติดสีย้อมแกรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เช่น เซลล์ยีสต์จะติดสีแกรมบวก

4. การย้อมสีแกรมสามารถเปลี่ยนแบคทีเรียแกรมบวกเป็นแกรมลบได้ แต่สามารถเปลี่ยนแบคทีเรียแกรมลบไปเป็นแกรมบวกได้

5. ไซโตพลาสซึมติดสีแกรมลบเท่านั้น

6. แบคทีเรียแกรมบวกถูกล้างสียากกว่าแกรมลบ

7. สปอร์ที่ยังไม่เจริญเต็มที่ ( immature endospore) จะติดสีแกรมบวก ส่วนสปอร์ที่เจริญเต็มที่ ( mature endospore) ไม่ติดสีแกรม

 

การเตรียมสีในการย้อมแกรม

1. Ammonium oxalate crystal violet

เราจะต้องเตรียมสารละลาย Gram's crystal violet และAmmonium oxalate ผสมเข้าด้วยกัน โดยวิธีการเตรียมทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

1.1 เตรียม Gram's crystal violet

- Crystal violet 2.0 กรัม

- เอทธิลแอลกอฮอล์ 20.0 มิลลิลิตร

ให้ทำการละลาย Crystal violet ในเอทธิลแอลกอฮอล์

1.2 เตรียม Ammonium oxalate

- Ammonium oxalate , C.P 0.8 กรัม

- น้ำกลั่น 80.0 มิลลิลิตร

ละลาย Ammonium oxalate ในน้ำกลั่น

เมื่อได้ทั้ง Gram's crystal violet และ Ammonium oxalate แล้ว จากนั้นให้ผสมสารละลายทั้งสองเข้าด้วยกันและคนให้เข้ากัน

2. สารละลายไอโอดีน

- Iodine , C.P 1.0 กรัม

- Potassium Iodide, C.P ( KI ) 2.0 กรัม

- น้ำกลั่น 300.0 มิลลิลิตร

ผสม Iodine และ Potassium Iodide ในโกร่ง ใช้สากบดให้ละเอียด แล้วจึงค่อยๆเติมน้ำกลั่นลงไป ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกับน้ำน้ำกลั่น

3. Safranin

- Safranin 0.25 กรัม

- เอทิลแอลกอฮอล์ 10.00 มิลลิลิตร

- น้ำกลั่น 100.00 มิลลิลิตร

ละลาย Safranin ในเอทธิลแอลกอฮอล์ แล้วจึงเติมน้ำกลั่น และทำการคนให้เข้ากัน จากนั้นจีงกรองผ่านกระดาษกรองเอาแต่ส่วนที่เป็นของเหลวสีแดงไปใช้

สุดท้ายก่อนจบ มาดูวิดิโอการย้อมแกรมประกอบเพื่อทำความเข้าใจ และเห็นภาพในการปฏิบัติงานจริง

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 04 พฤศจิกายน 2009 เวลา 22:07 น.
 

คอมเมนต์ 

 
Bacillus subtilis *


Bacillus subtilis เป็นแบคทีเรียแกรมบวก ผลทดสอบcatalaseเป็นบวก มีflagellaแบบperitrichous สามารถสร้างcapsuleได้ อยู่ในกลุ่มobligate aerobe สามารถสร้างendosporeซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญได้ดี แหล่งที่อยู่อาศัยพบได้ทั่วไปในดิน

ประวะติ

เดิมถูกเรียกว่าVibrio subtilisโดยChristian Gottfried Ehrenbergในปีค.ศ.1835 ต่อมาในปีค.ศ. 1872ได้เปลี่ยนชื่อเป็นBacillus subtilisโดยFerdinand Cohn และในปีค.ศ.1966U.S. Army's Special Operations Divisionได้นำเชื้อชนิดนี้มาใช้ทดลองเกี่ยวกับสงครามชีวภาพ
#1 bobo
เวลา00:41 วันที่ 10 -11 -2009 อ้างอิง
 
 
การสืบพันธุ์

สืบพันธุ์โดยการแบ่งเซลล์จากหนึ่งเป็นสอง(binary fission) โดยการแบ่งเป็นแบบไม่สมมาตร นอกจากนี้ยังพบว่า เมื่อมีสภาวะในการเจริญที่ไม่เหมาะสม เช่น ขาดอาหาร หรือขาดน้ำ แบคทีเรียชนิดนี้จะมีการสร้างendosporeซึ่งเป็นโครง สร้างพิเศษที่มีความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญนั้นได้ เป็นระยะเวลานาน และจะงอกออกมาเป็นเซลล์ที่สมบูรณ์ได้เมื่อมีสภาวะเหมาะสมต่อการเจริญอีก ครั้ง ในบางครั้งอาจไม่ถือว่าendosporeเป็นโครงสร้างสืบพันธุ์ เนื่องจากไม่มีการเพิ่มจำนวนของเซลล์

การก่อโรค

ไม่ ถูกพิจารณาว่าเป็นเชื้อก่อโรคในคน แต่อาจก่อโรคได้ในโอกาศที่ยากยิ่งโดยการปนเปื้อนไปกับอาหารแล้วทำให้เกิด อาหารเป็นพิษขึ้น และอาจทำให้แป้งขนมปังเน่าเสียได้
#2 bobo2
เวลา00:42 วันที่ 10 -11 -2009 อ้างอิง
 
 
การใช้ประโยชน์

Bacillus subtilis มีการนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายประการ กล่าวคือ สามารถใช้ในการทดลองเรื่องสงครามชีวภาพเป็นประการแรก และยังสามารถใช้เป็นโมเดลการศึกษาในห้องทดลอง นอกจากนี้ยังใช้ในด้านการอาหารซึ่งก็คือ การทำถั่วเน่านั้นเอง เป็นการเพิ่มคุ่นค่าให้กับอาหารและช่วยถนอมอาหารได้ยาวนานยิ่งขึ้น ในด้านการเกษตร B. subtilis strain QST 713 ถูกใช้เป็นตัวควบคุมทางชีวภาพซึ่งมีประสิทธิภาพในการผลิตสารต้านเชื้อรา ในด้านการอุตสาหกรรม Bacillus subtilis สามารถผลิตเอนไซม์ที่ใช้เติมในผงซักผ้าซึ่งใช้กันอยากแพร่หลายในอุตสาหกรรมการผลิตผงซักผ้า นอกจากนั้น recombinants B. subtilis str. pBE2C1 and B. subtilis str. pBE2C1AB ยังถูกใช้ในการผลิต polyhydroxyalkanoates (PHA) ซึ่งสารPHA สามารถนำไปผลิตพลาสติกได้
#3 bobo4
เวลา00:43 วันที่ 10 -11 -2009 อ้างอิง
 
 
References

Madigan M; Martinko J (editors). (2005). Brock Biology of Microorganisms, 11th ed., Prentice Hall. ISBN 0-13-144329-1.

Nakano MM, Zuber P (1998). "Anaerobic growth of a "strict aerobe" (Bacillus subtilis)". Annu Rev Microbiol 52: 165-90. doi:10.1146/annurev.micro.52.1.165. PubMed.

Ryan KJ, Ray CG (editors) (2004). Sherris Medical Microbiology, 4th ed., McGraw Hill. ISBN 0-8385-8529-9.

Noirot P (2007). "Replication of the Bacillus subtilis chromosome", Bacillus: Cellular and Molecular Biology (Graumann P, ed.). Caister Academic Press. ISBN 978-1-904455-12-7.

Ehrenberg CG (1835). Physikalische Abhandlungen der Koeniglichen Akademie der Wissenschaften zu Berlin aus den Jahren 1833–1835, 145-336.

Cohn F (1872). "Untersuchungen über Bacterien". Beitr Biol Pflanzen 1(Heft 1): 127-224.




เครดิต คุณ วสันต์ ศรีพรม
#4 bobo5
เวลา00:43 วันที่ 10 -11 -2009 อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช

banner ให้เช่า1 banner ให้เช่า2
banner ให้เช่า3 banner ให้เช่า4

เข้าสู่ระบบ

10 คอมเมนต์ล่าสุด

สถิติสมาชิกที่ลงทะเบียน

สมาชิกล่าสุด : mricon
สมาชิกทั้งหมดของเรา : 1002
ลงทะเบียนสมัครวันนี้ : 1
ลงทะเบียนสมัครในเดือนนี้ : 155

Social bookmark & Share

Bookmark and Share

follow me..


follow me @thaifoodscience

อยากได้ระบบอะไรในเว็บนี้ครับ

แนะนำเว็บนี้ให้กับเพื่อน






3 + 3 =