| การเกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์ |
| เขียนโดย มณฑล สุกใส | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2009 เวลา 05:07 น. | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
เพราะบางครั้งเวลาที่เกิดสีน้ำตาล มันก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงการกายภาพอื่นๆด้วย เช่นการเปลี่ยนแปลงเนื้อสัมผัส สี กลิ่น และรสชาด รวมทั้งทำให้อายุการเก็บรักษาสั้นลงด้วย ดังนั้นบทความนี้ผมก็หวังว่าคงจะมีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจ ในเรื่องการเกิดสีน้ำตาลเนื่องมาจากเอนไซม์นะครับ การเกิดสีน้ำตาลในผักและผลไม้ผมว่าทุกคนคงจะพอทราบแล้วว่า ตัวการหลักที่ทำให้เกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์ ก็คือ เอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดส ซึ่งเป็นเอนไซม์ในกลุ่มออกซิโดรีดักเทส(Oxidoreductase) อันเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาออกซิเดชัน-รีดัคชัน โดยสิ่งที่เอนไซม์ต่างจากสารเมตาบอไลต์อื่นๆ ในสิ่งมีชีวิตก็คือ มันช่างเลือก!! เมื่อสารประกอบฟีนอล ถูกออกซิเดชัน ก็จะกลายเป็นสารประกอบควิโนน แล้วเมื่อเกิดมะรุมมะตุ้มไปมา สุดท้ายเราจะได้สารประกอบสีน้ำตาลที่เป็นพอลิเมอร์โครงสร้างซับซ้อน หรือที่เราเรียกว่า เมลานิน ที่นี้...แล้วเมื่อไหร่ละที่พืชจะมีการสร้างสีน้ำตาลที่ว่า คำตอบก็คือ เมื่อพืชมันเครียดครับ!! สารประกอบควิโนนที่เป็นผลมาจากการเกิดออกซิเดชััน ก็เป็นสารประกอบที่มีรสขม เป็นพิษกับแมลง ซึ่งเมื่อมีสารประกอบควิโนนในปริมาณมากเข้าก็จะทำให้เกิดพอลิเมอร์ที่มีสีน้ำตาลดังที่เรารู้จักว่า เมลานิน ซึ่งมีโครงสร้างและมีฤทธิ์ต้านทานจุลินทรีย์อีกด้วย ซึ่งจากที่ผมอธิบายมานี้นะครับ เราจะเห็นว่า กลไกการเกิดสีน้ำตาลจะเกิดกับพืช เมื่อ..พืชอยู่ในสภาวะที่ถูกคุกคามต่อเซลล์ เอนไซม์อื่นๆ ที่มีหน้าที่ป้องกันอันตรายในพืช ก็ได้แก่ ไคติเนส(chitinase), เพอรอกซิเดส(peroxidase), ไลพอกซีจิเนส(lipoxygenase), เฟนิลอะลานีน แอมโมเีนียไลเอส(phenylalanine ammonia lyase) เป็นต้น ทีนี้ถ้าจะบอกว่าวัตถุดิบไหนก็ตาม ที่มีสารประกอบฟีนอลภายในเซลล์ ไม่ว่าจะเป็น ฟลาโวนอยด์,ไทโรซีน, แคเทซิน, กรดแคฟเฟอิค, กรดซินนามิค ฯลฯ ก็มีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาลขึ้นมาได้ทั้งนั้น เมื่อมันถุกคุมคามจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และสภาวะอำนวยต่อการเกิดปฏิกิริยา เช่นการปอกเปลือก หรือหล่นกระแทกพื้น ก็ช่วยเร่งให้เกิดสีน้ำตาลขึ้นมาทั้งนั้นละจ๊ะ การเกิดสีน้ำตาลในผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เราพบการเกิดสีน้ำตาลในกุ้ง และบรรดาครัสเตเชียน หลายชนิด โดยเอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดสที่พบในสัตว์พวกนี้ จะอยู่ในรูปของ zymogen หรือในรูป propolyphenol oxidase และในทำนองเดียวกับพืช เอนไซม์พวกนี้ ปกติจะถูกเก็บไว้ในไกลโคโปรตีน, ไกลแคน ลามินาริน จะถูกปล่อยออกมาทำงานก็ต่อเมื่อถูกคุมคามจากภายนอก เช่น เมื่อมีจุลินทรีย์เจาะเข้าเซลล์ กลไกการป้องกันของสัตว์ดังกล่าวจะทำการย่อยตัวเอง หรือ phagocytosis เพื่อปล่อย propolyphenol oxidase ออกมาทำปฏิกิริยาสร้างสารเคมีเพื่อต้านจุลินทรีย์
รูปที่ 1 กลไกการป้องกันตัวเอง จากจุลินทรีย์ด้วยโพลีฟีนอลออกซิเดส ในสิ่งมีชีวิตที่มีเปลือกแข็งหุ้มภายนอก เช่น แมลง และ ครัสเตเชียน เปลือกนอกของมันจะเป็นสารประกอบไคติน ก็จะมีเอนไซม์กลุ่มดังกล่าวอยู่ด้วยในรูปของ propolyphenol oxidase ซึ่งในการศึกษาเกี่ยวกับแมลง ก็มีรายงานว่าระดับของเอนไซม์ขึ้นอยู่กับวัยของตัวแมลง โดยในแมลงระยะเต็มวัยจะมีระดับเอนไซม์สูงกว่าระยะตัวอ่อน เช่นเดียวกับในกุ้ง อันมีรูปแบบการสร้างเปลือกแข็งภายนอกเช่นเดียวกัน ในเนื้อกุ้งมีรายงานแบบให้คะแนนระดับของการเกิดสีน้ำตาลไว้ สำหรับประเมินคุณภาพ ตารางที่ 1 ระดับคะแนนการเกิดสีน้ำตาล ที่มีไว้สำหรับอธิบายคุณภาพเนื้อกุ้ง(Adapted from Otwell and Marshall, 1986)
รูปที่ 2 ตัวอย่างกุ้งสำหรับเทียบกับ Melanoid scale ตามตารางที่ 1
ลักษณะกลไกเฉพาะตัวของโพลีฟีนอลออกซิเดสสำหรับการเข้าทำของ Polyphenol oxidase จะประกอบด้วยสองปฏิกิริยาร่วมกัน ได้แก่ 1)ปฏิกิริยา hydroxylation ในตำแหน่ง o หรือเป็นการเติมหมู่ไฮดรอกซิลเข้าไปยังตำแหน่งที่ติดกับฟังก์ชันแนลกรุ๊ปหลักนั่นเอง พอจะจำกันได้ไหมครับกับคำว่า para, meta, ortho 2) ปฏิกิริยา oxidation เปลี่ยนหมู่ไฮดรอกซิล ให้กลายเป็นคาร์บอนิล เช่นการเปลี่ยน ไดฟีนอล(diphenol) ไปเป็น ออร์โท-เบนโซควิโนน (o-benzoquinones) อ่านตามไปเรื่อยๆนะครับ ช่วงต่อจากนี้ไปใครที่พื้นฐานเคมีอินทรีย์ดีๆ จะเข้าใจได้โดยง่าย ซึ่งผมเองจะพยายามใช้คำอธิบายพื้นๆที่สุดนะครับ จะได้เข้าใจกันง่ายๆ เผื่อว่าอ่านไประลึกชาติสมัยที่เรียนออเคมกันได้นะจ๊ะ มาดูตัวอย่างเอนไซม์ในกลุ่มฟีนอลออกซิเดสกัน เอนไซม์โมโนฟีนอล ออกซิเดส (Monophenol oxidase)จากการอธิบายกลการเข้าทำเบื้องต้นของพวกโพลีฟีนอลออกซิเดสที่มีการเข้าทำปฏิกิริยาสองขั้นตอน เราก็มาดูตัวง่ายสุดก่อนนะครับ เริ่มจากโมโนฟีนอล สำหรับกลไกในรูปที่ 3 สารประกอบโมโนฟีนอลจะถูกเติมหมู่ไฮดรอกซิลที่ตำแหน่งออร์โท ดังนั้นจากเดิมที่เป็น โมโนฟีนอล ก็จะกลายร่างเป็น ออร์โท-ไดฟีนอล ตัวอย่างเอนไซม์พวกนี้ก็เช่น ไทโรซิเนส (tyrosinase)
รูปที่ 3 กลไกการเปลี่ยนแปลงจากโมโนฟีนอลไปเป็นไดฟีนอล
ในทำนองเดียวกันใช่ว่าสารตั้งต้นต้องเริ่มจากสารประกอบฟีนอลแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สารประกอบอาโรมาติกเอมีน มีสามารถทำปฏิกิริยาไฮดรอกซิเลชันได้เร็วตามธรรมชาติก็สามารถให้สารประกอบออร์โท-อะมิโนฟีนอลได้
รูปที่ 4 กลไกการเปลี่ยนแปลงของสารประกอบอาโรมาติกเอมีนไปเป็นออร์โท-อะมิโนฟีนอล
เอนไซม์ไดฟีนอล ออกซิเดส (Diphenol oxidase)การเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของสารตั้งต้นไดฟีนอล ไปเป็นลิตภัณฑ์อย่างควิโนนจะเกิดขึ้นภายใต้การเร่งของเอนไซม์ ไดฟีนอล ออกซิเดส (diphenol oxidase) ดังรูปที่ 5 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดได้ไวกว่า เนื่องจากข้ามช่วงแรกของการไฮดรอกซิเลชันไป ในตัวอย่างรูปที่ 5 เราจะเห็นนะครับว่าหมู่ไฮดรอกซิลทั้งสองตัวอยู่ในตำแหน่งออร์โท ซึ่งกันและกัน ซึ่งการจะเติมหมู่ไฮดรอกซิลเพิ่มอีกในตำแหน่งออร์โท เฉกเช่นสารตั้งต้นที่เป็นโมโนฟีนอลนั้น ในภาวะปกติจะทำไม่ได้ตามหลักการเติมนิวคลีโอไฟล์ลงในวงแหวนอะโรมาติก ไฮดรอกซิลซึ่งมีสภาพเป็นนิวคลีโอไฟล์ ซึ่งถ้าบังคับให้มันเติมจริงๆก้ทำได้ครับ แต่หมู่ไฮดรอกซิลจะเข้าที่ตำแหน่งพารา หรือ เมตา ก่อน
รูปที่ 5 กลไกการเปลี่ยนแปลงจากแคทิคอลไปเป็นออร์โท-เบนโซควิโนน. อันนี้ง่ายเลยใช่ไหมครับ แคทีคอล ถูกออกซิไดส์ จะได้เป็น ปู
รูปที่ 6 กลไกการเปลี่ยนแปลงจากกรดอะมิโนไทโรซีนไปเป็นเมลานิน (Lerner, 1953). แล้วถ้าเป็นสารตั้งต้นอย่างกรดอะมิโนไทโรซีน... ดูภาพกลไกแล้วอย่าเพิ่งรีบมึนนะครับ มันก็สเตปเทพ สเตปเดิมๆ คือ ถ้าเติมไฮดรอกซิลในตำแหน่งออร์โทได้ ก็จะเติม และหากถ้าเติมไม่ได้ก็จะออกซิไดส์ เริ่มจากไทโรซินจะกลายเป็น ไดไฮดรอกซิลเฟนิลอะลานีน(DOPA) เนื่องจากการเติมหมู่ไฮดรอกซิลเข้าไปในตำแหน่งที่ 4 ติดกับไฮดรอกซิลเดิมในตำแหน่งที่ 3 จากนั้นก็ออกซิไดส์หมู่ไฮดรอกซิลรอบนึงกลายเป็นสารประกอบควิโนน ต่อจากนั้น ลองสังเกตที่หมู่อะมิโนตรงห้าเหลี่ยม เราจะพบว่าปลายมันปิด และที่ตำแหน่ง 3,4 ของ DOPA quinone ก็กลายเป็นหมู่ไฮดรอกซิลขึ้นมาเฉย... ลองเดาสิครับว่าเกิดอะไรขึ้น ปฏิกิริยาอะไรเอ่ยที่ทำให้หมู่คาร์บอนไดออกไซด์หลุดได้... ติ๊กตอกๆๆ คำตอบคือ ปฏิกิริยาดีคาร์บอกซิเลชันครับ ซึ่งจะทำให้สมบัติความเป็นกรดอินทรีย์หายไป แล้วในท้ายที่สุดดด เราก็จะได้สารประกอบเมลานิน ที่มีสีน้ำตาล
ในการเข้าทำของเอนไซม์ phenoloxidase ในบางช่วงนั้น จำเป็นต้องอาศัยโลหะเพื่อเร่งอัตราของปฏิกิริยา คือ ทองแดง
รูปที่ 7 แสดงกลไกแบบง่าย แสดงการเกิด hydroxylation และ oxidation ของไดฟีนอลด้วยเอนไซม์phenoloxidase
เอนไซม์แลคเคส (Laccase)เอนไซม์แลคเคส หรือ Laccase (p-diphenol oxidase, E.C. 1.10.3.2)(DPO) เป็นเอนไซม์ในกลุ่มออกซิโดรีดักเทสอีกชนิด ที่ตัวมันเองก็มีทองแดงประกอบอยู่ด้วย ทำให้รูปแบบการออกซิไดส์จะแตกต่างไปจากเอนไซม์ฟีนอลออกซิเดสเล็กน้อย ดูรูปที่8ประกอบกันเลยนะครับ
รูปที่ 8 เปรียบเทียบการทำปฏิกิริยาระหว่าง แคทีคอลเลส กับ แลคเคส ด้านบนซึ่งเป็นสารประกอบออร์โท-ไดฟีนอล(o-diphenol) ที่มีหมู่ไฮดรอกซิล2หมู่ในตำแหน่งออร์โทซึ่งกันและกัน ในขณะที่ด้านล่างเป็นพารา-ไดฟีนอล(p-diphenol) ซึ่งกล่าวโดยสรุปคือ แลคเคสจะเปลี่ยนสารประกอบพารา-ไดฟีนอลไปเป็นพารา-ควิโนน จนได้สารประกอบพอลิเมอร์เมลานินในท้ายที่สุด ในธรรมชาติเราจะพบเอนไซม์แลคเคส มาจากเชื้อราที่อาศัยอยู่กับพืชยืนต้น และผลไม้บางชนิดเช่น แอปริคอท กับ พีชเท่านั้น เราจะไม่พบแลคเคสในผลไม้ และผักอื่นๆ เชื้อราที่มีรายงานว่าให้เอนไซม์แลคเคสก็ได้แก่ Lactarius, Polyporus, Aspergillus, Pleurotus, Polystictus, Psalliota, Glomerella, Podospora, Botrytis, Neurospora และ Russula ทั้ง Catechol oxidase และ laccase สามารถที่จะเปลี่ยนสารประกอบฟีนอลให้เป็นสารสีน้ำตาลได้ โดยความจำเพาะเจาะจงกับสารตั้งต้นได้แสดงไว้ในตารางที่ 2 โดยที่ความแตกต่างบางอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ สารที่ไม่มีผลยับยั้งอัตราปฏิกิริยาของแลคเคส แต่มีผลกับแคทีคอลเลสได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์, phenylhydrazine หรือ 2,3-naphthalenediol ทั้งนี้หากว่าเราต้องการจะยับยั้งการทำงานของแลคเคส ก็ต้องทำลายฤทธิ์ของทองแดงเสียก่อน โดยการหาสารที่มีสมบัติช่วยจับโลหะมาใช้ เช่น diethyldithiocarbamate, cyanide azide และ EDTA เป็นต้น ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบการทำปฏิกิริยาระหว่าง แคทีคอลเลส กับ แลคเคส
สารประกอบฟีนอลิค (Phenolic compound)ในโลกของเรา เราพบสารประกอบฟีนอลิค หรือ สารประกอบฟีนอล มากมายมหาศาล ซึ่งพืชสามารถผลิตได้จากกระบวนการเมตาบอลิสม โดยทั่วไปแล้วสารประกอบฟีนอลจะมีโครงสร้างเป็นวงแหวนอะโรมาติกเบนซีน1วงขึ้นไป แล้วมีหมู่ไฮดรอกซิลอย่างน้อย1หมู่ ยึดติดกับวง นอกจากนั้นในสัตว์ชั้นสูงก็ยังสามารผลิตสารประกอบฟีนอลจากสารประกอบโซ่ตรงด้วยกลไกการสังเคราะห์ภายในเซลล์ ปัจจัยที่จะบอกว่ามีสารประกอบฟีนอลชนิดไหนบ้างนั้น อยู่ที่ปัจจัยหลายอย่าง เช่น สายพันธุ์, ความบริบูรณ์, สภาวะแวดล้อม และการเก็บรักษา ซึ่งสารประกอบฟีนอลที่พบในพืช ก็สามารถที่จะบอกได้ถึงคุณภาพในด้านสี, ความขม, รสชาดในพืชนั้นๆได้ ในผลไม้ เราจะพบสารประกอบฟีนอลในรูปฟลาโวนอยด์เสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นก็จะเป็นพวกแอนโทไซยานีน, ฟลาโวนอล และกรดซินนามิค ในตารางที่ 3 จะเป็นการแสดงสารประกอบฟีนอลบางส่วนที่พบผลไม้บางประเภท สำหรับสารประกอบแอนโทไซยานิน และ ฟลาโวนอยด์ เป็นสารสีตามธรรมชาติ สารประกอบฟีนอลบางชนิดเช่น ไทโรซิน ก็จัดเป็นหนึ่งในกรดอะมิโน เนื่องจากโครงสร้างมีหมู่อะมิโน และสารประกอบหลายชนิดมีฤทธิ์ทางเภสัช เช่น กรดไฮยารูโลนิค
รูปที่ 9 โครงสร้างทางเคมีของสารประกอบฟีนอลที่พบในพืช(1)
รูปที่ 10 โครงสร้างทางเคมีของสารประกอบฟีนอลที่พบในพืช(2)
รูปที่ 11 โครงสร้างทางเคมีของสารประกอบฟีนอลที่พบในพืช(3)
รูปที่ 12 โครงสร้างทางเคมีของสารประกอบฟีนอลที่พบในพืช(4)
ตารางที่ 3 แสดงสารประกอบฟีนอลที่พบในวัตถุดิบ
ในตอนต่อไปเรามาดูวิธีในการยับยั้ง ชะลอ หรือ กำจัดเอนไซม์ในกลุ่มของโพลีฟีนอลออกซิเดสกันนะครับ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2009 เวลา 13:29 น. | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ถึงเวลาเขียนเรื่องที่ควรจะเขียนตั้งนานแล้วนะครับ ในเรื่องนี้ถือว่า เป็นหัวเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์การอาหารทุกคน ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของธรรมชาติ, กลไกการเกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์ในผลิตภัณฑ์อาหาร และเข้าใจว่าทำไมเจ้า "โพลีฟีนอลออกซิเดส" ถึงได้ใจร้ายกับเรานัก การเกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์ กลไกการเกิดจะแตกต่างจากการเกิดสีน้ำตาลประเภทก่อนหน้านี้ที่เราเรียกว่า ปฏิกิริยาเมลลาร์ด ซึ่งตัวนั้นสารตั้งต้นก็คือกรดอะมิโน และ น้ำตาลรีดิวซ์ สำหรับการเกิดสีน้ำตาลเนื่องจากเอนไซม์นี้จะเกิดขึ้นได้ทั้งในพืช และเนื้อสัตว์ แล้วเมื่อใดที่มันเกิดสีน้ำตาลขึ้นมากับวัตถุดิบ หรือผลิตภัณฑ์แล้วละก็จะมีผลเสียต่อการยอมรับของผู้บริโภค
โดยปกติแล้วอะไรทีไม่จำเป็นธรรมชาติย่อมจะไม่สร้างมันขึ้นมา เจ้าเอนไซม์ตัวนี้จะอยู่ในทั่วไปในเซลล์พืช พบทั้งในพลาสมิด, ไซโทพลาสม และคลอโรพลาสต์ มีหน้าที่ร่วมทำปฏิกิริยากับสารประกอบฟีนอล สร้างสารเคมีที่ใช้ป้องกันอันตรายจากจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆจากภายนอก อย่างที่เราทราบกันมานะครับว่า สารประกอบฟีนอลบางตัวมีฤทธิ์เป็นสารต้านเชื้อรา เช่น กรดแคฟเฟอิค, กรดคลอโรเจนิค

และ




















คอมเมนต์
ช่วยหน่อยต่ะ
เวลา12:50 วันที่ 17 -03 -2011 อ้างอิง
เอกสาร ข้อมูลอ้างอิง งานวิจัยเพียบ
เวลา17:55 วันที่ 17 -03 -2011 อ้างอิง