| ภาพรวมการส่งออกอาหารของไทย ช่วงเดือนมิถุนายน 2553 |
| เขียนโดย มณฑล สุกใส | ||||||||||||||||||||||||
| วันจันทร์ที่ 02 สิงหาคม 2010 เวลา 00:00 น. | ||||||||||||||||||||||||
|
ตัวเลขการส่งออกของบ้านเราเรียกว่ากำลังโกยเงินโกยทองต่อเนื่อง เพราะความสำเร็จในเรื่องการตกลงในด้านการค้า ของผู้มีอำนาจการต่อรองในระดับสูงของไทยเรา กับต่างประเทศ ซึ่งที่เกริ่นมา ผมไม่ได้เลียรัฐบาลนะครับ ก็เขียนไปตามตัวเลข และจากข่าวทั้งจากในไทยและจากต่างประเทศ กลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป
อาหารทะเลแปรรูปในกลุ่มที่ไม่ใช่กุ้งยังเป็นพระเอกของอาหารส่งออกไทยต่อไปนะครับ เนื่องจากสามารถนำเม็ดเงินเข้าไทยได้สูงเป็นอันดับ1ในกลุ่มของอาหารแปรรูป ซึ่งยอดของปีนี้ก็ดีกว่าปีก่อน 21.99% ในขณะที่ถ้าเรามองตัวเลขปริมาณการส่งออกในเดือนมิถุนายนของปีนี้จะเท่ากับ 144,177ตัน ส่วนกุ้งแช่แข็ง รวมไปถึงกุ้งแปรรูปตัวเลขการส่งออกเพิ่มขึ้น 33.87% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้วนะครับ แต่ว่าเมื่อมองมูลค่าต่อหน่วยแล้ว กุ้งส่งออกของเรามีมูลค่าที่ 6871 u$ ต่อตันเลยทีเดียว โดยปริมาณส่งออกกุ้งในเดือนมิถุนายน2553เท่ากับ 41,303 ตัน
เมื่อมองภาพรวมของตัวเลขอาหารทะเล ถือว่าปีนี้ไทยเรามียอดตัวเลขการส่งออกโตกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 26.83% โดยคิดเป็นปริมาณการส่งออกของอาหารทะเลทั้งกุ้งและไม่ใช่กุ้งรวม 185,480ตัน เห็นแล้วก็น่าดีใจกับวงการอาหารทะเลนะครับ ตัวเลขส่งออกของเขาดีทุกเดือน กลุ่มผัก ผลไม้สด แปรรูปในลักษณะต่างๆ
ผักผลไม้แปรรูปเป็นกลุ่มเดียวที่มีตัวเลขการขยายตัวติดลบเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ที่ -3.28% สำหรับปริมาณการส่งออกผักและผลไม้แปรรูปของไทยในเดือนมิถุนายน2553 เท่ากับ 213,702ตัน กลุ่มเนื้อไก่ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อไก่
ปริมาณการส่งออกไก่ และผลิตภัณฑ์แปรรูปไก่ของไทยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้อยู่ที่ 40,658ตัน โดยคิดมูลค่าเท่ากับ 3,847 u$ต่อตัน ซึ่งมีเพียงกุ้งเท่านั้นที่มีตัวเลขเงินต่อตันสูงกว่าไก่สดแปรรูป! ส่วนอัตราการขยายเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของมิถุนายนจากปีที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 39.40% กลุ่มอาหารแปรรูปชนิดอื่นๆ
สินค้าในกลุ่มอะไรก็ไม่รู้นี้มียอดปริมาณการส่งออก 152,564ตัน อัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีทีผ่านมา 31.90% กลุ่มน้ำตาล
อัตราการขยายตัวของตัวเลขการส่งออกน้ำตาลไทยอยู่ที่ 86.56% ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่สูงที่สุดนะครับ เพราะในเดือนมีนาคมจะมีตัวเลขสูงกว่านี้อีก โดยปริมาณการส่งออกน้ำตาลในเดือนมิถุนายนของปีนี้เท่ากับ 657,120ตัน ซึ่งตัวเลขพอๆกับยอดรวมของ 2เดือนจากมกราคม-กุมภาพันธ์ในปีที่ผ่านมาเลยทีเดียวเชียวแหละ
ซึ่งจากการที่ความต้องการน้ำตาลทรายจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากนี้ รวมไปถึงราคาต่อหน่วยต่อตันที่ขยับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมมาก ซึ่งผมมีตัวเลขนะครับ ในช่วงเดียวกันนี้ของปีที่แล้วน้ำตาลทรายบ้านเราส่งขายเมืองนอกในราคา 357u$ ต่อตัน ส่วนในปีนี้ราคาจะอยู่ที่ 470u$ ต่อตัน เรียกว่าขายเมืองนอกได้เงินมากขึ้น 50%เลยทีเดียว เลยไม่ต้องแปลกใจถ้าจะอุทานว่า...น้ำตาลกรูอยู่ไหน ของแถมท้ายบทความเรามาดูของแถมที่ผมสรุปให้อ่าน ของบทความทางเศรษฐกิจในรอบนี้กันนะครับ โดยเป็นสัดส่วนของการส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตร อันประกอบไปด้วยในกลุ่ม ข้าว, ยางพารา, มันสำปะหลัง, น้ำตาลทราย และอาหารแปรรูป
บรรดาเด็กฟู้ดเห็นกราฟนี้น่าจะยิ้มออกนะครับ เวลาที่จบไปก็คงจะสามารถมองโลกในแง่ดีได้บ้างนะครับ ว่างานนั้นคงจะหาไม่ยาก (แต่ไม่ง่าย ผมหามาตั้งนาน ยังไม่ได้งานเลย แฮ่ๆ
นอกจากนั้นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกติดลบเพียงรายเดียวคือ ข้าวไทย.. โดยคู่แข่งของไทยเราคือ เวียดนาม ซึ่งสาเหตุหลักคือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่ผมมียังไม่ควรจะสรุปนะครับว่าเราทำได้แย่ลงหรือเปล่า เพราะผมไม่มีตัวเลขต่อตันของทางเวียดนาม... ที่มา กรมส่งเสริมการส่งออก |

โดยยอดตัวเลขของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยนั้นโตเป็นอันดับ2 ของทวีปเลยทีเดียว ซึ่งผมเองก็เขียนให้อ่านเฉพาะในส่วนของกลุ่มอาหารแปรรูปเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ก็ลองไปหาข้อมูลกันนะครับ โดยถ้าเราไปดูในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักบ้านเรา อย่างเช่นตัวเลขของกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วจะร้องเจี๊ยกครับ กลุ่มนั้นกลุ่มเดียวเท่ากับตัวเลขของสินค้าเกษตรทั้งหมดทำได้รวมกันเลยทีเดียว ดังนั้นจึงควรเป็นหน้าที่ของนักอุตสาหกรรมอาหารที่จะทำอย่างไรก็ได้ ที่จะให้มูลค่าของสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มสูงขึ้น







) ในกลุ่มของสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตรนั้น ยอดตัวเลขส่งออกอาหารมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยทิ้งที่สองอย่างยางพาราอยู่หนึ่งช่วงตัว ในขณะที่มันสำปะหลังมีมูลค่าการส่งออกในเดือนที่ผ่านมาน้อยกว่าใครๆเขา
ถ้าใครตามข่าวเศรษฐกิจบ้าง ในช่วงเดือนที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารบ้านเราจะมีปัญหาในเรื่องของการขาดแคลนน้ำตาลทราย ซึ่งก็แน่นอนครับว่าอาหารแปรรูปหลายตัวเลยที่มีความจำเป็นต้องใช้สารให้ความหวานที่เป็นน้ำตาลทราย ด้วยภาวะที่ขาดแคลนในบ้านเรา ถึงขนาดว่าเดินหาในร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นไม่ได้ ดังนั้นในภาคอุตสาหกรรม... ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้ผลิตบางรายถึงกับอยู่ไม่ได้ ต้องขอขึ้นราคาขายปลีกกันเป็นการใหญ่ แล้วก็ถึงแม้ว่าภาครัฐจะออกแผนต่างๆมาเพื่อแก้ปัญหาการกักตุนน้ำตาลทรายของบรรดาเทรดเดอร์ต่างๆ แต่ก็ยังไม่สัมฤทธิผลเท่าที่ควร ซึ่งอันนี้ผมก็เล่าให้ฟังคร่าวๆนะครับ ที่นี้ถ้ามาดูตัวเลขที่ผมนำเสนอในตารางด้านบนอันเป็นตัวเลขจากกรมส่งเสริมการส่งออก ซึ่งผู้อ่านทุกท่านสามารถไปลองดาวน์โหลดมาดูได้นะครับ ตัวเลขเฉลี่ยของราคาขายน้ำตาลต่อตันอยู่ที่ 357เหรียญสหรัฐ ลองแปลงเป็นเงินไทยดูนะครับ แล้วจะพบความผิดปกติ(บ้าง)ของราคาน้ำตาลทราย...









คอมเมนต์
เวลา09:13 วันที่ 26 -05 -2011 อ้างอิง
เวลา22:58 วันที่ 01 -06 -2011 อ้างอิง