| สศช.เผยจีดีพีไตรมาส 1/53 โต12%สูงสุดรอบ 15ปี |
| เขียนโดย มณฑล สุกใส |
| วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม 2010 เวลา 04:11 น. |
|
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ในไตรมาส 1/53 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย(GDP)มีอัตราเติบโต 12.0% ซึ่งเป็นอัตรการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 15 ปี นับจากไตรมาส 2/38 ที่ GDP เติบโต 12.3% เนื่องจากในไตรมาส 1/53 การส่งออกเติบโตสูงอย่างชัดเจน การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 15.8% การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเติบโต 4% รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยว 4.7 ล้านคน เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 28.4% สภาพัฒน์ แถลงว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/53 ขยายตัวเร่งขึ้นจากที่ขยายตัว 5.9% ในไตรมาส 4/52 เป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่คาด โดยการใช้จ่ายครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกปรับตัวดีขึ้น ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ประกอบกับ รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นจากการที่ราคาพืชผลหลักสูงขึ้น รวมทั้งการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา เมืองไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 4.7 ล้านคน หากปรับปัจจัยฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวจากไตรมาส 4/52 ราว 3.8% (% QoQ SA) นับเป็นการขยายตัว 4 ไตรมาสติดต่อกัน แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้น และอัตราการว่างงานลดลง ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวต่อเนื่องในระดับสูงในไตรมาสแรก แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของการหลุดพ้นจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยและชี้ให้ เห็นถึงโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะมีการขยายตัวสูงในปีนี้ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุนของภาคเอกชน และการบริโภคของประชาชน โดยส่วนหนึ่งมีเม็ดเงินจากภาครัฐในโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้ม แข็ง 2555 เป็นแรงสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เหลือของปี ยังมีปัจจัยเสี่ยงสูง ทั้งจากความไม่แน่นอนของภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและภาวะการเมืองภายใน ประเทศ ที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่เต็มตามศักยภาพ จึงคงประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 53 ไว้ตามที่ได้ประมาณการเมื่อวันที่ 22 ก.พ.53 ซึ่งคาดว่าอัตราการขยายตัวทั้งปีอยู่ในช่วง 3.5-4.5% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.0-4.0% มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ สรอ.ขยายตัว 15.5% ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลประมาณ 4.1% ของ GDP ลดลงจากการเกินดุลประมาณ 7.7% ของ GDP ในปี 52 อย่างไรก็ตามเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง ชาติ(สภาพัฒน์) ประเมินผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.53 ส่งผลให้จีดีพีปีนี้ขยายตัวลดลง 1.5% ซึ่งหากไม่เกิดเหตุดังกล่าวจะทำให้จีดีพีปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ถึง 6-7% โดยสภาพัฒน์จะปรับประมาณตัวเลขจีดีพีปี 53 ในการแถลงข่าวครั้งต่อไปจากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ 3.5-4.5% สำหรับจีดีพีในไตรมาส 2/53 คาดว่าจะยังไม่ลดลงถึงขั้นติดลบ แต่คงเติบโตไม่มาก เนื่องจากได้รับอานิสงน์จากการขยายตัวด้านการส่งออก แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงไตรมาส 3/53 ยังเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นอีกก็อาจจะส่งผลให้จีดีพีในช่วงดังกล่าวขยายตัว ติดลบเป็นครั้งแรก และขยายตัวติดลบมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/53 วันนี้มองว่าจีดีพีไตรมาสสองยังไม่ติดลบ เนื่องจากได้ภาคการส่งออกมาช่วยพยุงไว้ แต่หากช่วงไตรมาสที่สามเหตุการณ์ยังไม่สงบ ยังมีปัญหาต่อเนื่อง เชื่อว่าไตรมาสที่สามจะเป็นไตรมาสแรกที่ติดลบ และจะติดลบมากขึ้นไปอีกในไตรมาสสี่" นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าว ทั้งนี้ กลุ่ม นปช.เริ่มนัดชุมนุมใหญ่บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.เรื่อยมาจนถึงวันที่ 3 เม.ย.แกนนำฯ ได้ขยายพื้นที่มาปักหลักชุมนุมเพิ่มเติมที่บริเวณแยกราชประสงค์ และหลังเกิดเหตุปะทะที่สี่แยกคอกวัว แกนนำฯ ได้ประกาศยุบเวทีบริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศมารวมที่แยกราชประสงค์เพียงจุด เดียวตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย.จนถึงวันที่ 19 พ.ค.53 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เข้าขอคืนพื้นที่สำเร็จ
1. เร่งรัดการสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งการฟื้นฟูความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ เพื่อจำกัดผลกระทบของเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองต่อการฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2. การดูแลป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากสถานการภัยแล้ง รวมทั้งรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอย่างเหมาะสม ภายใต้ภาวะความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก 3. การดำเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนอย่างสมดุล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง 4. เร่งรัดลงทุนภายใต้แผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง เพื่อชดเชยผลกระทบที่เกิดจาการลดลงของรายจ่ายภาครัฐ ภายใต้วงเงินงบประมาณปกติ 5. การติดตามประเมินสถานการณ์ วิกฤติทางการคลังในกลุ่มประเทศยุโรป รวมทั้งการเตรียมรองรับผลกระทบจากความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนและค่า เงินที่เป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤติการดังกล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรก (ม.ค.- มี.ค. 2553 ) ที่ขยายตัวถึง 12% เป็นการบ่งบอกถึงความเข้มแข็งของพื้นฐานเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องจับตาเป็นพิเศษคือตัวเลขไตรมาส 2 ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมที่ผ่านมา ที่มา www.tnews.co.th/html/read.php?hot_id=12208 |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 04 มิถุนายน 2010 เวลา 19:21 น. |

นายอำพน กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงทีเหลือของปี มาจาก 3 ตัวแปรสำคัญ คือ ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก สถานการณ์การเมืองในประเทศ ที่กระทบต่อภาพพจน์ของประเทศอย่างรุนแรง และ ปัญหาภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มที่จะผันผวน สำหรับข้อเสนอแนะของสภาพัฒน์เกี่ยวกับการบริหารเศรษฐกิจในปี 53 มองว่า รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับ 5 มาตรการ คือ








