หลักการวัดความชื้นในอาหาร
เขียนโดย มณฑล สุกใส   
วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 16:10 น.

หลักการวัดความชื้นในอาหารความชื้น หรือน้ำ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อคุณภาพ, ปฏิกิริยาต่างๆ และอายุการเก็บรักษาของอาหาร การที่เราทราบว่าตัวอย่างอาหารของเรานั้นมีความชื้นเท่าไร ก็จะช่วยให้เราสามารถที่จะออกแบบ หรือกำหนดวิธีการ รวมถึงออกแบบสภาวะของการเก็บรักษาที่เหมาะสมกับอาหารได้ ซึ่งถ้าเป็นงานปัญหาพิเศษ เฉพาะเรื่องความชื้นนั้น เราสามารถที่จะเอาเล่นได้เยอะแยะมากมาย เอาไปทอดแทรกในงานที่เกี่ยวข้องได้บานเลยละครับ แค่วิธีดั้งเดิมที่เราชั่งแล้วอบก็ยังได้รับความนิยมใช้งานกันอยู่ เพราะมันเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับตามห้องปฏิบัติการอยู่แล้ว ที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้คือในแง่ของการประยุกต์ใช้กับงานทางปัญหาพิเศษสำหรับน้องๆนะครับ แต่ถ้าเป็นการปฏิบัติงานจริงๆแล้ว โดยทั่วไปถ้ากล่าวถึงการหาความชื้น เราจะวิเคราะห์หาไปเพื่ออะไรกันบ้างละ ลองมาช่วยผมนึกกันนะครับ เผื่อว่าผมจะตกหล่นอะไรลงไปบ้าง

อาหารบางอย่างนั้น ในการเก็บรักษาเราจำเป็นจะต้องควบคุมความชื้นที่ตัวผลิตภัณฑ์ให้อยู่เกณฑ์ที่กำหนด เช่น อาหารแห้ง, น้ำมัน, ซีอิ๊ว, ซอสปรุงรส, น้ำผึ้ง ซึ่งที่ผมกล่าวชื่อมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ หลายคนคงจะยังจำคำว่า aw กันได้อยู่นะ ซึ่งมันก็คือ ความดันไอในอาหารต่อความดันของน้ำบริสุทธิ์ที่อุณหภูมิเดียวกัน

สมการของค่า water activity

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าน้ำในอาหารไม่อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมต่อการเก็บรักษา? คำตอบคือ อาหารก็จะเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ขึ้นมาเท่าที่สับสเตรทจะอำนวยให้เกิด และสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย ยกตัวอย่างเช่น เกิดปฏิกิริยาไฮเดรชัน, ออกซิเดชัน, ไอโซเมอไรเซชันซึ่งที่ว่ามานี้เราไม่ต้องการให้เกิดเลย

วิเคราะห์ปริมาณน้ำในอาหาร สำหรับกรณีที่ต้องการค่าไปใช้โดยตรง เช่น เรามีผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่ตัวนึง ต้องการจะวิเคราะห์ว่าในอาหารมีองค์ประกอบต่างๆ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ความชื้น ไขมัน เพื่อจัดทำรายการฉลากอาหาร เป็นต้น

วิเคราะห์ปริมาณน้ำในอาหาร สำหรับกรณีที่ต้องการค่าไปใช้โดยอ้อม เช่น ถ้าเราต้องการวัดค่าการนำความร้อนของชิ้นอาหาร ปริมาณความชื้นจะเป็นสัดส่วนของตัวแปร k (Thermal Conductivity) หรือ ค่าความจุความร้อน C (Heat Capacity)ที่เราพบในงานทางวิศวกรรมอาหาร

หลักการหาความชื้น

ในการหาความชื้นในตัวอย่างอาหาร หรือตัวอย่างอะไรแล้วแต่นะครับ ต้องบอกก่อนว่าค่าความชื้นที่เราได้นั้น เราจะเรียกว่าค่าโดยประมาณ (Proximate analysis) เนื่องจากจะมีองค์ประกอบของน้ำส่วนนึงที่เป็นมอนอเลเยอร์ (Monolayer water)ที่ดึงออกได้ยาก ทำให้ค่าความชื้นจะมีค่าน้อยกว่าค่าตามจริงอยู่เล็กน้อย ในทำนองเดียวกันนี้การหาความชื้นของดิน ก็จะใช้หลักการไม่ต่างไปจากอาหารสักเท่าไหร่ ซึ่งมันจะมีวิธีหรือแนวทางในการหาความชื้นอยู่สองแบบใหญ่ๆ ก็ขออธิบายแบบนึกไปพิมพ์ไปแล้วกันนะครับ คือ

หลักการหาความชื้นด้วยวิธีโดยตรง

วิธีนี้เป็นวิธีการดึงน้ำออกจากอาหารแล้วเอาไปชั่งนะครับ ถ้าวิธีโบราณเลย ก็จะเป็นการชั่งแล้วอบ อบแล้วก็ชั่ง ปกติแล้วเราจะใช้อุณหภูมิลมร้อนที่ 100-105oC อันเป็นอุณหภูมิที่เกิดจุดเดือดของน้ำมา ส่วนระยะเวลาในการอบบอกไม่ได้ครับ มันแล้วแต่ชนิดของอาหาร แต่อย่างไรก็ตามใครที่มีหนังสือ AOAC อยู่ก็ช่วยเปิดให้หน่อยนะครับว่าฝรั่งเขา Recommend ไว้ที่กี่ชั่วโมง(ช่วยผมหากินหน่อยเถอะ) ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่เบสิคมากๆดังภาพประกอบ

หลักการหาความชื้น

โดยเราสามารถหาค่า %ความชื้นจากความสัมพันธ์นี้นะครับ ไม่อยากพูดว่าเป็นสูตร เพราะมันไม่ใช่สูตร !#$

%ความชื้น

ความยากของวิธีนี้อยู่ตรงที่การเตรียมตัวอย่าง และการกำหนดเวลาครับ หลายคนอาจจะงงว่ามันยากตรงไหน ในเมื่อก็แค่ชั่งแล้วอบ ซึ่งผมก็เชื่อว่าหลายคนคงลืมไปว่า ในการวิเคราะห์ทางอาหาร เราควรที่จะต้องทำให้ตัวอย่างเป็นเนื้อเดียวกันด้วยนะ อาหารแข็งต้องเอามาบดในครกด้วยสากเสียก่อน อาหารที่เป็นชิ้นใหญ่อาจจะต้องตัดซอยลดขนาดลงไปบ้าง ขนมปังต้องทิ้งให้แห้งแข็งก่อนที่จะนำไปหาความชื้น อาหารเหลวบางชนิดจำเป็นต้องอุ่นก่อนนำตัวอย่างไปอบหาความชื้น เช่น น้ำนม

พวกอาหารบางชนิดที่มีน้ำตาล หรือแป้งเป็นองค์ประกอบก็จะมีความยุ่งยากในการหาความชื้นอยู่สักหน่อยนะครับ เพราะว่าตามหลักแล้ว อาหารพวกนี้เวลาโดนความร้อนสูงโดยตรง มันจะเกิดการหลอมละลายขององค์ประกอบ ทำให้เกิดการแข็งตัว ซึ่งผิวนอกที่แข็งจะทำให้น้ำบางส่วนที่ยังไม่ทันได้ระเหยออกไป ติดอยู่ภายในเปลือกที่แข็ง แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร??

คำตอบก็คือ เราต้องลดความดันในการอบและอุณหภูมิที่ใช้อบลงควบคู่กันไป อย่าลืมนะครับว่าจุดเดือดของน้ำจะสัมพันธ์กับความดัน เราลดความดันลงไปเพื่อให้น้ำเดือดหรือระเหยไปที่อุณหภูมิต่ำๆ ซึ่งวิธีนี้สามารถใช้ในการหาความชื้นของบรรดาน้ำมันหอมระเหยก็ได้ครับ หรือ อีกวิธีนึงคือ ผสมทรายลงไปกับเนื้ออาหารพวกนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอบแห้งก็ได้ เนื่องจากทรายจะอมความร้อนได้ดี แล้วก็ไปได้ทั่ว สามารถแทรกไปตามเนื้อของอาหารได้

source http://www.industrysearch.com.au/Suppliers/Sartorius-Mechatronics-Australia

source http://www.triodeindia.com/moisture-meters.php

ก็มีตัวอย่างของเครื่องวัดความชื้นที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมาให้ชมกันนะครับ ซึ่งหาจากกูเกิ้ลไม่ยากเลย

โดยบรรดาเครื่องวัดความชื้นที่มีจำหน่าย ที่ใช้หลักการโดยตรง ก็จะเป็นการลอกเลียนหลักการชั่งแล้วอบเหมือนที่เราทำกันกับตู้อบลมร้อน เพียงแต่ว่ามันจะสะดวก และคลาดเคลื่อนน้อยกว่า(ถ้ามีการสอบเทียบเครื่องมือสม่ำเสมอ) ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ คือ

1)  ระบบเครื่องชั่งละเอียด

2)  ระบบให้ความร้อนชนิดควบคุมอุณหภูมิคงที่ได้ โดยอาจจะมีแหล่งให้ความร้อนจากอินฟราเรด, หลอดฮาโลเจน หรือ แหล่งพลังงานความร้อนอื่นใดก็แล้วแต่ผู้ผลิตจะพลิกแพลง

3)  วงจรอิเล็กทรอนิกส์ เอาไว้สำหรับควบคุม อุณหภูมิ ตั้งเวลาการทำงาน ประมวลผลการคำนวณ แสดงค่าน้ำหนัก,อุณหภูมิ และค่าความชื้นเมล็ดพืช ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นระบบต่อเนื่อง เครื่องที่แพงหน่อยก็จะมีความสามารถในการตั้งเวลาละเอียดได้ว่าจะบันทึกผลทุกๆกี่นาที กี่ชั่วโมง รวมทั้งมีความสามารถจดบันทึกข้อมูลลงไปยัง text file อีกด้วย 

นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีอื่นๆ เช่น การใช้สารเคมีที่มีความสามารถในการดึงน้ำออกมาจากอาหาร เช่น การใช้ Karl Fischer reagent โดยการนำไปไทเทรตกัน แล้ววัดปริมาณ Karl Fischer reagent ที่ใช้ไปเทียบกับน้ำ ซึ่งวิธีนี้มีข้อจำกัดตรงที่ตัวอย่างอาหารที่ใช้ ธรรมชาติของตัวมันเองจะเป็นอาหารที่มีค่าความชื้นต่ำอยู่แล้ว เช่น อาหารอบแห้ง, น้ำตาล, น้ำมัน เป็นต้น

หลักการหาความชื้นด้วยวิธีโดยอ้อม

ยังพอที่จะจำความสัมพันธ์ของค่ากายภาพต่างๆเช่น ค่าการนำไฟฟ้า, ค่าไดอิเล็กทริก กับระดับความชื้นหรือน้ำกันได้หรือไม่ครับ เพราะในช่วงแรกของบทความนี้ผมได้อธิบายความสัมพันธ์ของน้ำกับค่าต่างๆไป ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นการใช้เครื่องมือวัดค่าทางกายภาพออกมา แล้วจึงแปรผลออกมาเป็นความชื้นของน้ำ

source http://cgi.ebay.com/ws/eBayISAPI.dll?ViewItem&item=330404386261

แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมืออยู่ เนื่องจากในการคำนวณนั้นจะอยู่บนฐานข้อมูลที่ผู้ผลิตป้อนเข้าไปเท่านั้นครับ งงไหม ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นถ้าเป็นเครื่องวัดความชื้นที่ใช้ในการวัดความชื้นเมล็ดพันธุ์ จะเอาไปใช้วัดความชื้นในเนื้อสัตว์ไม่ได้ เนื่องจากความชื้นที่วัดได้จะคลาดเคลื่อนมาก เนื่องจากองค์ประกอบภายในของเมล็ดพันธุ์กับเนื้อสัตว์มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นอย่าใช้ปนกันครับ

สำหรับหลักการในการสร้าง ออกแบบเครื่องวัดความชื้นพวกนี้ ก็จะอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติทางกายภาพกับน้ำ เช่น

ใช้หลักการของความนำไฟฟ้าหรือความต้านทาน โดยค่าความต้านทานไฟฟ้าของเมล็ดพืชจะมีค่าผกผันกับความชื้นของเมล็ดพืช หรือ ค่าความนำไฟฟ้าของเมล็ดพืชจะผันตรงกับค่าความชื้นของเมล็ดพืช อธิบายง่ายๆแบบนี้ครับ เนื่องจากในกรณีนี้น้ำจะเป็นตัวนำพากระแสจากเซลไปยังอีกเซล

เครื่องวัดความชื้น

source http://scilution.nanasupplier.com

ใช้หลักการของค่าไดอิเล็กทริกของสาร โดยมีหลักการว่า ค่าไดอิเล็กตริกของตัวอย่างจะเพิ่มขึ้นเมื่อ เมล็ดพืชมีความชื้นมากขึ้น ซึ่งใช้การจ่ายไฟฟ้าเข้าตัวอย่าง เข้าไปยังแผ่นโลหะกั้นที่ทำหน้าที่ตัวเก็บประจุ ตัวอย่างอาหารที่ใส่ลงในช่องก็จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางแทนที่อากาศ เราจึงสามารถใช้หลักการนี้เทียบค่าความชื้นได้

ใช้หลักการดูดกลืนคลื่น กล่าวคือเมื่อให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(คลื่นวิทยุความถี่สูง)เช่น ย่านไมโครเวฟผ่านเมล็ดพืชที่มีความชื้นมาก คลื่นจะผ่านออกมาได้น้อยลง

อย่างไรก็ตามทั้งสามวิธีข้างต้นนี้ยังมีข้อกำหนดในเรื่องของอุณหภูมิเข้ามาประกอบด้วย เนื่องจากสมบัติทางไฟฟ้าจะเปลี่ยนไป เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงด้วย

วิธีวัดปริมาณก๊าซที่ทำปฏิกิริยา แล้วเทียบกลับไปเป็นน้ำ สารเคมีที่ใช้นั้น เราก็รู้จักกันดีนะครับ นั่นคือ แคลเซียมคาร์ไบด์(Calcuim carbide; CaC2) หรือ ถ่านแก๊สนั่นเอง โดยกลไกของปฏิกิริยาคือ

กลไกปฏิกิริยาระหว่างถ่านแก๊สกับน้ำ

จากความสัมพันธ์นี้ทำให้เราสามารถแทนค่ากลับ โดยการชั่งมวลของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่เหลือ แล้วทำการคำนวณโดยใช้หลักปริมาณสารสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกันครับ

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 03 มีนาคม 2010 เวลา 12:07 น.
 

คอมเมนต์ 

 
แล้วถ้าจะวัดความชื้นของน้ำตาลทรายจะทำยังไงค่ะ
#1 diaryand
เวลา17:05 วันที่ 26 -12 -2010 อ้างอิง
 
 
เรื่องการวัดความชื้นน้ำตาลทราย ให้ใช้ ICUMSA method GS 2/1/3-15 ครับ เพราะถ้าใช้วิธีอื่นๆ จะไม่มีประโยชน์ตอนทำงานจริง
#2 admin
เวลา11:31 วันที่ 27 -12 -2010 อ้างอิง
 
 
ขอบคุณมากค่ะ
#3 diaryand
เวลา22:09 วันที่ 28 -12 -2010 อ้างอิง
 
 
ถ้าจะหาความชื้นในน้ำมันพืช (moisture content) ก็ใช้วิธีอบแล้วชั่งแบบที่กล่าวนี้ก็ได้หรอครับ ใช้อุณหภูมิประมาณร้อยองศาเหมือนกันหรอคับ แล้วสารชนิดอื่นที่มีจุดเดือดต่ำกว่าหรือพอๆกับน้ำจะระเหยไปด้วยไหมอ่ะครับ
#4
เวลา09:17 วันที่ 07 -03 -2011 อ้างอิง
 
 
ถ้าจะหาความชื้นในน้ำมันพืช (moisture content) ก็ใช้วิธีอบแล้วชั่งแบบที่กล่าวนี้ก็ได้หรอครับ ใช้อุณหภูมิประมาณร้อยองศาเหมือนกันหรอคับ แล้วสารชนิดอื่นที่มีจุดเดือดต่ำกว่าหรือพอๆกับน้ำจะระเหยไปด้วยไหมอ่ะครับ
#5
เวลา09:17 วันที่ 07 -03 -2011 อ้างอิง
 
 
ใช้ได้ครับ และในส่วนนั้นตัวเลขความชื้นหรือน้ำที่วัดได้ จะนำไปเทียบเคียงกับมาตรฐานน้ำมันและไขมัน ในการขอจดทะเบียนอาหารด้วย
ปกติจะยอมรับค่าความชื้น หรือน้ำ และสิ่งที่ระเหยได้ (Water and Volatile matter) มีค่าไม่เกิน 0.2%โดยมวล ที่ 105C ส่วนวิธีการวัดที่ใช้ในอุตสาหกรรมให้หา มอก.ที่เกี่ยวข้องมาดูครับ โดยท้ายฉบับจะมีมาตรฐานหรือรูปแบบการวัดค่าที่ยอมรับติดมา

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นสินค้าอาหาร ผมเคยสงสัยว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ กท.อุตสาหกรรม กับ กท.สาธารณสุข มีการประสานงานกันในเรื่องการกำหนดคุณภาพผลิตภัณฑ์ไว้บ้างหรือเปล่า เพราะบางผลิตภัณฑ์ กำหนดออกมาไม่เหมือนกัน แต่ในการทำงานจริง ผมจะอิงของกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลักครับ ไม่งั้นทำออกมาแล้วขายไม่ได้ เพราะไม่ได้ตามมาตรฐานที่ออกไว้ในประกาศกระทรวง
#6 admin
เวลา11:08 วันที่ 07 -03 -2011 อ้างอิง
 
 
เคยsearch หาดูในเว็บไซด์ต่างๆ เห็นว่าต้องใช้เคื่อง karl fisher ซึ่งที่ทำงานผมไม่มี ก็เลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร คิดว่าน่าจะเป็นวิธีที่แม่นยำ แต่อย่างไรก็
ขอบคุณมากๆค๊าบ
#7
เวลา11:22 วันที่ 07 -03 -2011 อ้างอิง
 
 
วิธีการ หรือเครื่องมือวิเคราะห์จะไม่มีประโยชน์ ถ้าผลที่ออกมาใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง หรือการทำงานจริง หลักการวัดให้อิงกฎกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลักครับ ฉ.205 (2543) เรื่องน้ำมันและไขมัน ข้อ 6(3) จะมีรายละเอียดคุณภาพที่กำหนดไว้ชัดเจนเลย

ตัวเครื่องที่ว่าเป็นการวัดโดยอ้อม ใช้หลักไฟฟ้า มีความแม่นยำ เร็ว เที่ยงตรง (ต้องอย่าลืมเรื่องการคาลิเบรตด้วย ) แต่ในการตรวจคุณภาพกับหน่วยงานราชการ ไม่ได้ใช้เครื่องนี้ครับ
#8 admin
เวลา11:37 วันที่ 07 -03 -2011 อ้างอิง
 
 
อ๋อ ขอบคุณครับ
#9
เวลา09:27 วันที่ 09 -03 -2011 อ้างอิง
 
 
ถ้าต้องการหาความชื้นมะตัวอย่างซุปมะเขือเทศอบแห้ง ควรใช้วิธีใด เพราะตอนนี้ใช้แบบ Oven กับ Halogen ควบคุ่กันอยู่ และผลหลังจากหาด้วย oven มักจะมากกว่าผลที่หาจากเครื่อง Halogen
#10
เวลา13:37 วันที่ 01 -06 -2011 อ้างอิง
 
 
ใช้ Hot Air Oven ครับ
เป็นมาตรฐานใน AOAC
#11 admin
เวลา10:39 วันที่ 02 -06 -2011 อ้างอิง
 
 
อยากทราบว่าทำการหาความชื้นของขนมปังต้องทิ้งให้แห้งก่อนที่จะนำไปหาความชื้นคะ และในนำขนมปังไปทำการวิเคราะห์หา ค่าต่างๆ เช่น ความชื้น เถ้า โปรตีน ไฟเบอร์ ไขมัน เป็นต้น จำเป็นต้องตัดขอบขนมปังทิ้งมั้ยคะ แล้วถ้าต้องตัดทิ้งเพราะอะไรคะ
#12
เวลา11:39 วันที่ 07 -06 -2011 อ้างอิง
 
 
อ้างอิง ppp:
อยากทราบว่าทำการหาความชื้นของขนมปังต้องทิ้งให้แห้งก่อนที่จะนำไปหาความชื้นคะ และในนำขนมปังไปทำการวิเคราะห์หา ค่าต่างๆ เช่น ความชื้น เถ้า โปรตีน ไฟเบอร์ ไขมัน เป็นต้น จำเป็นต้องตัดขอบขนมปังทิ้งมั้ยคะ แล้วถ้าต้องตัดทิ้งเพราะอะไรคะ

ตัดขอบครับ เพราะองค์ประกอบของขอบขนมปัง ต่างจากเนื้อขนมปัง
http://www.agriculturejournals.cz/publicFiles/07968.pdf ในตย.นี้วิเคราะห์ไขมันทั้งเนื้อและขอบ

ใครว่างโหลดjournal ในนั้นให้ผมหน่อยครับ อยากอ่านดูเทคนิค
http://bit.ly/bread-j
#13 admin
เวลา12:23 วันที่ 09 -06 -2011 อ้างอิง
 
 
อยากทราบว่า การอบด้วย Microwave กับ Tray Dry อันไหนมีปริมาณความชื้นน้อยกว่ากัน (ในสภาวะเดียวกัน อุณหภูมิเท่ากัน เวลาเท่ากัน)
#14 m..
เวลา11:56 วันที่ 19 -10 -2011 อ้างอิง
 
 
อยากทราบว่า การหาความชื้น (moisture content) ของTempeh in oil ต้องบดทำให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนรึป่าวคะ ?
#15 tonzce
เวลา08:37 วันที่ 28 -12 -2011 อ้างอิง
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


 

เพิ่มรายชื่อล่าสุด

1. System Development Consultant Co., Ltd.

   หมวดหมู่: บริการระบบมาตรฐานทางอาหาร
    จังหวัด: กรุงเทพฯ
    เว็บไซต์: www.sdcexpert.com
2. NSF-CMi : Bangkok

   หมวดหมู่: บริการระบบมาตรฐานทางอาหาร
    จังหวัด: กรุงเทพฯ
    เว็บไซต์: www.nsf-cmi.com/international.asp?continent=asia&area=Bangra...
3. SGS (Thailand) Co.LTD

   หมวดหมู่: บริการระบบมาตรฐานทางอาหาร
    จังหวัด: กรุงเทพฯ
    เว็บไซต์: www.th.sgs.com
4. บริษัท ฟูกุเทค จำกัด

   หมวดหมู่: อุปกรณ์ห้องปฏิบัติการอาหาร
    จังหวัด: สมุทรปราการ
    เว็บไซต์: www.fukutech.co.th
5. Ideal program and solution company limited.

   หมวดหมู่: เครื่องระเหย
    จังหวัด: กรุงเทพฯ
    เว็บไซต์: www.siamshop.com/o35in7gwaj9upr0

เมนูสมาชิก



10 คอมเมนต์ล่าสุด

Latest Tweets

 
สงวนสิทธิ์บางประการ 2546-2554 thaifoodscience.com
คุณมีสิทธิ์ที่จะแบ่งปันเนื้อหาในเว็บ
คุณสามารถนำไปเรียบเรียงใหม่
โดยต้องอ้างอิงที่มา
และไม่ใช้เพื่อการค้า


 

สถิติสมาชิกที่ลงทะเบียน

สมาชิกล่าสุด : ผัดซีอิ๊ว
สมาชิกทั้งหมดของเรา : 2270
ลงทะเบียนสมัครวันนี้ : 0
ลงทะเบียนสมัครในเดือนนี้ : 11

จำนวนผู้เยี่ยมชมออนไลน์

เรามี 133 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

แนะนำเว็บนี้ให้กับเพื่อน






2 + 6 =