| หลักการวัดความชื้นในอาหาร |
| เขียนโดย มณฑล สุกใส |
| วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 16:10 น. |
|
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าน้ำในอาหารไม่อยู่ในสภาวะที่เหมาะสมต่อการเก็บรักษา? คำตอบคือ อาหารก็จะเกิดปฏิกิริยาต่างๆ ขึ้นมาเท่าที่สับสเตรทจะอำนวยให้เกิด และสิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย ยกตัวอย่างเช่น เกิดปฏิกิริยาไฮเดรชัน, ออกซิเดชัน, ไอโซเมอไรเซชันซึ่งที่ว่ามานี้เราไม่ต้องการให้เกิดเลย
หลักการหาความชื้นในการหาความชื้นในตัวอย่างอาหาร หรือตัวอย่างอะไรแล้วแต่นะครับ ต้องบอกก่อนว่าค่าความชื้นที่เราได้นั้น เราจะเรียกว่าค่าโดยประมาณ (Proximate analysis) เนื่องจากจะมีองค์ประกอบของน้ำส่วนนึงที่เป็นมอนอเลเยอร์ (Monolayer water)ที่ดึงออกได้ยาก ทำให้ค่าความชื้นจะมีค่าน้อยกว่าค่าตามจริงอยู่เล็กน้อย ในทำนองเดียวกันนี้การหาความชื้นของดิน ก็จะใช้หลักการไม่ต่างไปจากอาหารสักเท่าไหร่ ซึ่งมันจะมีวิธีหรือแนวทางในการหาความชื้นอยู่สองแบบใหญ่ๆ ก็ขออธิบายแบบนึกไปพิมพ์ไปแล้วกันนะครับ คือ หลักการหาความชื้นด้วยวิธีโดยตรง วิธีนี้เป็นวิธีการดึงน้ำออกจากอาหารแล้วเอาไปชั่งนะครับ ถ้าวิธีโบราณเลย ก็จะเป็นการชั่งแล้วอบ อบแล้วก็ชั่ง ปกติแล้วเราจะใช้อุณหภูมิลมร้อนที่ 100-105oC อันเป็นอุณหภูมิที่เกิดจุดเดือดของน้ำมา ส่วนระยะเวลาในการอบบอกไม่ได้ครับ มันแล้วแต่ชนิดของอาหาร แต่อย่างไรก็ตามใครที่มีหนังสือ AOAC อยู่ก็ช่วยเปิดให้หน่อยนะครับว่าฝรั่งเขา Recommend ไว้ที่กี่ชั่วโมง(ช่วยผมหากินหน่อยเถอะ) ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่เบสิคมากๆดังภาพประกอบ
โดยเราสามารถหาค่า %ความชื้นจากความสัมพันธ์นี้นะครับ ไม่อยากพูดว่าเป็นสูตร เพราะมันไม่ใช่สูตร !#$
ความยากของวิธีนี้อยู่ตรงที่การเตรียมตัวอย่าง และการกำหนดเวลาครับ หลายคนอาจจะงงว่ามันยากตรงไหน ในเมื่อก็แค่ชั่งแล้วอบ ซึ่งผมก็เชื่อว่าหลายคนคงลืมไปว่า ในการวิเคราะห์ทางอาหาร เราควรที่จะต้องทำให้ตัวอย่างเป็นเนื้อเดียวกันด้วยนะ อาหารแข็งต้องเอามาบดในครกด้วยสากเสียก่อน อาหารที่เป็นชิ้นใหญ่อาจจะต้องตัดซอยลดขนาดลงไปบ้าง ขนมปังต้องทิ้งให้แห้งแข็งก่อนที่จะนำไปหาความชื้น อาหารเหลวบางชนิดจำเป็นต้องอุ่นก่อนนำตัวอย่างไปอบหาความชื้น เช่น น้ำนม พวกอาหารบางชนิดที่มีน้ำตาล หรือแป้งเป็นองค์ประกอบก็จะมีความยุ่งยากในการหาความชื้นอยู่สักหน่อยนะครับ เพราะว่าตามหลักแล้ว อาหารพวกนี้เวลาโดนความร้อนสูงโดยตรง มันจะเกิดการหลอมละลายขององค์ประกอบ ทำให้เกิดการแข็งตัว ซึ่งผิวนอกที่แข็งจะทำให้น้ำบางส่วนที่ยังไม่ทันได้ระเหยออกไป ติดอยู่ภายในเปลือกที่แข็ง แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร?? คำตอบก็คือ เราต้องลดความดันในการอบและอุณหภูมิที่ใช้อบลงควบคู่กันไป อย่าลืมนะครับว่าจุดเดือดของน้ำจะสัมพันธ์กับความดัน เราลดความดันลงไปเพื่อให้น้ำเดือดหรือระเหยไปที่อุณหภูมิต่ำๆ ซึ่งวิธีนี้สามารถใช้ในการหาความชื้นของบรรดาน้ำมันหอมระเหยก็ได้ครับ หรือ อีกวิธีนึงคือ ผสมทรายลงไปกับเนื้ออาหารพวกนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอบแห้งก็ได้ เนื่องจากทรายจะอมความร้อนได้ดี แล้วก็ไปได้ทั่ว สามารถแทรกไปตามเนื้อของอาหารได้
source http://www.industrysearch.com.au/Suppliers/Sartorius-Mechatronics-Australia
source http://www.triodeindia.com/moisture-meters.php ก็มีตัวอย่างของเครื่องวัดความชื้นที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมาให้ชมกันนะครับ ซึ่งหาจากกูเกิ้ลไม่ยากเลย โดยบรรดาเครื่องวัดความชื้นที่มีจำหน่าย ที่ใช้หลักการโดยตรง ก็จะเป็นการลอกเลียนหลักการชั่งแล้วอบเหมือนที่เราทำกันกับตู้อบลมร้อน เพียงแต่ว่ามันจะสะดวก และคลาดเคลื่อนน้อยกว่า(ถ้ามีการสอบเทียบเครื่องมือสม่ำเสมอ) ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ คือ 1) ระบบเครื่องชั่งละเอียด 2) ระบบให้ความร้อนชนิดควบคุมอุณหภูมิคงที่ได้ โดยอาจจะมีแหล่งให้ความร้อนจากอินฟราเรด, หลอดฮาโลเจน หรือ แหล่งพลังงานความร้อนอื่นใดก็แล้วแต่ผู้ผลิตจะพลิกแพลง 3) วงจรอิเล็กทรอนิกส์ เอาไว้สำหรับควบคุม อุณหภูมิ ตั้งเวลาการทำงาน ประมวลผลการคำนวณ แสดงค่าน้ำหนัก,อุณหภูมิ และค่าความชื้นเมล็ดพืช ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นระบบต่อเนื่อง เครื่องที่แพงหน่อยก็จะมีความสามารถในการตั้งเวลาละเอียดได้ว่าจะบันทึกผลทุกๆกี่นาที กี่ชั่วโมง รวมทั้งมีความสามารถจดบันทึกข้อมูลลงไปยัง text file อีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีอื่นๆ เช่น การใช้สารเคมีที่มีความสามารถในการดึงน้ำออกมาจากอาหาร เช่น การใช้ Karl Fischer reagent โดยการนำไปไทเทรตกัน แล้ววัดปริมาณ Karl Fischer reagent ที่ใช้ไปเทียบกับน้ำ ซึ่งวิธีนี้มีข้อจำกัดตรงที่ตัวอย่างอาหารที่ใช้ ธรรมชาติของตัวมันเองจะเป็นอาหารที่มีค่าความชื้นต่ำอยู่แล้ว เช่น อาหารอบแห้ง, น้ำตาล, น้ำมัน เป็นต้น หลักการหาความชื้นด้วยวิธีโดยอ้อม ยังพอที่จะจำความสัมพันธ์ของค่ากายภาพต่างๆเช่น ค่าการนำไฟฟ้า, ค่าไดอิเล็กทริก กับระดับความชื้นหรือน้ำกันได้หรือไม่ครับ เพราะในช่วงแรกของบทความนี้ผมได้อธิบายความสัมพันธ์ของน้ำกับค่าต่างๆไป ซึ่งวิธีการนี้จะเป็นการใช้เครื่องมือวัดค่าทางกายภาพออกมา แล้วจึงแปรผลออกมาเป็นความชื้นของน้ำ
source http://cgi.ebay.com/ws/eBayISAPI.dll?ViewItem&item=330404386261 แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมืออยู่ เนื่องจากในการคำนวณนั้นจะอยู่บนฐานข้อมูลที่ผู้ผลิตป้อนเข้าไปเท่านั้นครับ งงไหม ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นถ้าเป็นเครื่องวัดความชื้นที่ใช้ในการวัดความชื้นเมล็ดพันธุ์ จะเอาไปใช้วัดความชื้นในเนื้อสัตว์ไม่ได้ เนื่องจากความชื้นที่วัดได้จะคลาดเคลื่อนมาก เนื่องจากองค์ประกอบภายในของเมล็ดพันธุ์กับเนื้อสัตว์มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นอย่าใช้ปนกันครับ สำหรับหลักการในการสร้าง ออกแบบเครื่องวัดความชื้นพวกนี้ ก็จะอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติทางกายภาพกับน้ำ เช่น
source http://scilution.nanasupplier.com
อย่างไรก็ตามทั้งสามวิธีข้างต้นนี้ยังมีข้อกำหนดในเรื่องของอุณหภูมิเข้ามาประกอบด้วย เนื่องจากสมบัติทางไฟฟ้าจะเปลี่ยนไป เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงด้วย
จากความสัมพันธ์นี้ทำให้เราสามารถแทนค่ากลับ โดยการชั่งมวลของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่เหลือ แล้วทำการคำนวณโดยใช้หลักปริมาณสารสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกันครับ |
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ 03 มีนาคม 2010 เวลา 12:07 น. |
ความชื้น หรือน้ำ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อคุณภาพ, ปฏิกิริยาต่างๆ และอายุการเก็บรักษาของอาหาร การที่เราทราบว่าตัวอย่างอาหารของเรานั้นมีความชื้นเท่าไร ก็จะช่วยให้เราสามารถที่จะออกแบบ หรือกำหนดวิธีการ รวมถึงออกแบบสภาวะของการเก็บรักษาที่เหมาะสมกับอาหารได้ ซึ่งถ้าเป็นงานปัญหาพิเศษ เฉพาะเรื่องความชื้นนั้น เราสามารถที่จะเอาเล่นได้เยอะแยะมากมาย เอาไปทอดแทรกในงานที่เกี่ยวข้องได้บานเลยละครับ แค่วิธีดั้งเดิมที่เราชั่งแล้วอบก็ยังได้รับความนิยมใช้งานกันอยู่ เพราะมันเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับตามห้องปฏิบัติการอยู่แล้ว ที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้คือในแง่ของการประยุกต์ใช้กับงานทางปัญหาพิเศษสำหรับน้องๆนะครับ แต่ถ้าเป็นการปฏิบัติงานจริงๆแล้ว โดยทั่วไปถ้ากล่าวถึงการหาความชื้น เราจะวิเคราะห์หาไปเพื่ออะไรกันบ้างละ ลองมาช่วยผมนึกกันนะครับ เผื่อว่าผมจะตกหล่นอะไรลงไปบ้าง
















คอมเมนต์
เวลา17:05 วันที่ 26 -12 -2010 อ้างอิง
เวลา11:31 วันที่ 27 -12 -2010 อ้างอิง
เวลา22:09 วันที่ 28 -12 -2010 อ้างอิง
เวลา09:17 วันที่ 07 -03 -2011 อ้างอิง
เวลา09:17 วันที่ 07 -03 -2011 อ้างอิง
ปกติจะยอมรับค่าความชื้น หรือน้ำ และสิ่งที่ระเหยได้ (Water and Volatile matter) มีค่าไม่เกิน 0.2%โดยมวล ที่ 105C ส่วนวิธีการวัดที่ใช้ในอุตสาหกรรมให้หา มอก.ที่เกี่ยวข้องมาดูครับ โดยท้ายฉบับจะมีมาตรฐานหรือรูปแบบการวัดค่าที่ยอมรับติดมา
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นสินค้าอาหาร ผมเคยสงสัยว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ กท.อุตสาหกรรม กับ กท.สาธารณสุข มีการประสานงานกันในเรื่องการกำหนดคุณภาพผลิตภัณฑ์ไว้บ้างหรือเปล่า เพราะบางผลิตภัณฑ์ กำหนดออกมาไม่เหมือนกัน แต่ในการทำงานจริง ผมจะอิงของกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลักครับ ไม่งั้นทำออกมาแล้วขายไม่ได้ เพราะไม่ได้ตามมาตรฐานที่ออกไว้ในประกาศกระทรวง
เวลา11:08 วันที่ 07 -03 -2011 อ้างอิง
ขอบคุณมากๆค๊าบ
เวลา11:22 วันที่ 07 -03 -2011 อ้างอิง
ตัวเครื่องที่ว่าเป็นการวัดโดยอ้อม ใช้หลักไฟฟ้า มีความแม่นยำ เร็ว เที่ยงตรง (ต้องอย่าลืมเรื่องการคาลิเบรตด้วย
เวลา11:37 วันที่ 07 -03 -2011 อ้างอิง
เวลา09:27 วันที่ 09 -03 -2011 อ้างอิง
เวลา13:37 วันที่ 01 -06 -2011 อ้างอิง
เป็นมาตรฐานใน AOAC
เวลา10:39 วันที่ 02 -06 -2011 อ้างอิง
เวลา11:39 วันที่ 07 -06 -2011 อ้างอิง
ตัดขอบครับ เพราะองค์ประกอบของขอบขนมปัง ต่างจากเนื้อขนมปัง
http://www.agriculturejournals.cz/publicFiles/07968.pdf ในตย.นี้วิเคราะห์ไขมันทั้งเนื้อและขอบ
ใครว่างโหลดjournal ในนั้นให้ผมหน่อยครับ อยากอ่านดูเทคนิค
http://bit.ly/bread-j
เวลา12:23 วันที่ 09 -06 -2011 อ้างอิง
เวลา11:56 วันที่ 19 -10 -2011 อ้างอิง
เวลา08:37 วันที่ 28 -12 -2011 อ้างอิง