|
หัวข้อนี้เป็นการอาศัยหลักคณิตศาสตร์ขั้นสูงมาช่วยในการแก้ปัญหาการถ่ายโอนความร้อน ซึ่งต้องอาศัยการปูพื้นฐานทางด้านระเบียบวิธีทางตัวเลขมาสักหน่อยนะครับ เพื่อจะได้ไม่งงเพราะถ้าอยู่ๆมาจับเลยรับรองว่าเดี้ยงครับ ปัญหาเกี่ยวกับการถ่ายโอนความร้อนส่วนมากแล้วมักอยู่ในรูปของสมการเชิงอนุพันธ์ย่อยอันดับสอง ซึ่งสามารถจำแนกรูปแบบของสมการออกเป็น 3 แบบคือ
1.สมการพาราโบลิค (Parabolic equation)
มีรูปแบบสมการทั่วไปคือ
| |
 |
......1) |
สำหรับตัวอย่างสมการพาราโบลิคได้แก่ปรากฏการณ์ของการถ่ายเทความร้อนในโลหะแท่งยาวที่ผันแปรตามเวลาที่เปลี่ยนไป
| |
 |
......2) |
เมื่อ k คือค่าการนำความร้อนของแท่งโลหะ u คืออุณหภูมิที่ผันแปร x คือ ตำแหน่งของระยะตามแกน x ใดๆ และ tคือ เวลาใดๆ
2.สมการอีลิปติค (Elliptic equation)
มีรูปแบบสมการทั่วไปคือ
| |
 |
......3) |
สมการพาราโบลิคที่มีชื่อเสียงคือ สมการลาปลาซ (Laplace's equation) ซึ่งมีรูปแบบดังสมการที่ 3 และสมการของปัวส์ซงในสมการที่ 4
| |
 |
......4) |
3.สมการไฮเปอร์โบลิค (hyperbolic equation)
มีรูปแบบสมการทั่วไปคือ
| |
 |
......5) |
ตัวอย่างของสมการไฮเปอร์โบลิค คือ สมการคลื่น (Wave equation) ดังสมการที่ 6
| |
 |
......6) |
เมื่อ คือ ค่าความตึงของระบบเชือก u คือ การกวาดตัวของเชือก ในเวลา t ในแนวแกน x
การแก้ปัญหา
ในการแก้สมการเชิงอนุพันธ์ย่อยทั้งสามระบบ มีลำดับการแก้สมการดังนี้
1. จำแนกตัวแปรต้น และตัวแปรตาม
2. เรียงลำดับอนุพันธ์
3. ทำสมการให้อยู่ในรูปง่ายขึ้น โดยพิจารณาค่าสัมประสิทธิ์ของเทอมอนุพันธ์ที่มีอันดับสูงสุด นำสัมประสิทธิ์ไปหารสมการตลอด แล้วจัดรูปให้ง่ายขึ้น
4. กำหนดสภาวะเงื่อนไข และค่าเริ่มต้น
สำหรับการแก้สมการนั้นการเลือกใช้ระเบียบวิธีไฟไนต์ดิฟเฟอเรนซ์ จะต้องแปลงระบบให้อยู่ในรูปของเมตริกซ์เพื่อความสะดวกในการหาผลเฉลย โดยในรูปที่ 1 นี้เป็นรูปแบบของการเลือกใช้ระเบียบวิธีแก้ ซึ่งมีแบ่งย่อยลงไปอีก

รูปที่ 1 รูปแบบการหาผลเฉลยของระเบียบวิธีไฟไนต์ดิฟเฟอเรนซ์
ทบทวนอนุกรมเทย์เลอร์
สำหรับการแก้สมการด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์ดิฟเฟอเรนซ์ แสดงในรูปของอนุพันธ์ของฟังก์ชัน F (x,y) เมื่อ x = x0 และ y = y0
| |
 |
......7) |
ถ้า F (x,y) เป็นฟังก์ชันต่อเนื่อง ในเทอมขวามือของสมการ 7 ก็สามารถทำการประมาณค่า ได้่ ต้องเล็กพอ ซึ่งการประมาณค่าโดยใช้ การกระจายตัวของอนุกรมเทย์เลอร์ของฟังก์ชัน F (x,y) คร่อม x0 ดังรูปแบบการกระจายคร่อม x0 ได้ทั้งในแบบ forword และ backward ดังนี้
| |
 |
......8) |
| |
 |
......9) |
จากสมการที่ 8 และ 9 เราสามารถแปลงให้อยู่ในรูปการประมาณค่าไฟไนต์ดิฟเฟอเรนซ์ในแบบของ forward และ backward เป็น
| |
 |
......10) |
| |
 |
......11) |
โดยเทอมท้ายสุดคือเทอมของค่าความคลาดเคลื่อนเนื่องจากการประมาณค่า
และเมื่อนำเอาสมการที่ 9 ลบสมการที่ 8 ก็จะได้การประมาณค่าแบบ central difference
| |
 |
......12) |
สำหรับในระบบสมการเชิงอนุพันธ์ย่อยอันดับสองเมื่อมองดูระบบแล้วการใช้วิธีคณิตศาสตร์ธรรมดา จะหา่ค่าผลเฉลยได้ยากลำบากมากดังนั้นการใช้ระเบียบวิธีเชิงตัวเลข (Numerical method) จึงมีบทบาทในการหาผลเฉลย
ระเบียบวิธีเชิงตัวเลขสำหรับการหาผลเฉลยของสมการพาราโบลิค
ตัวอย่างปัญหาทางความร้อนที่อยู่ในรูปของสมการพาราโบลิคที่ง่ายต่อการอธิบายได้แก่ การถ่ายเทความร้อนของแท่งโลหะภายใต้สภาวะไม่คงที่ โดยตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ตำแหน่งต่างๆของแท่งโลหะ ที่เวลาใดๆ

รูปที่ 2 การถ่ายเทความร้อนในแท่งโลหะในมิติเดียว
จากรูป กำหนดให้โลหะมีค่าการนำความร้อนเท่ากับ k ค่าความจุความร้อนเท่ากับ c ความหนาแน่นเท่ากับ ก็จะได้สมการเชิงอนุพันธ์ของปัญหาทางความร้อน โดยอาศัยกฏเทอร์โมไดนามิคส์ข้อที่ 1
| |
ความร้อนเข้า - ความร้อนออก เท่้ากับ ความร้อนสะสม |
......13) |
จากสมการที่ 13 เขียนให้อยู่ในรูปสมการจะได้
| |
 |
......14) |
| |
 |
......15) |
สำหรับสมการเชิงอนุพันธ์สำหรับการถ่ายเทความร้อนแบบพาราโบลิคนี้คือ
| |
 |
......16) |
หรือ
| |
 |
......17) |
เมื่อ
| |
 |
......18) |
ในสมการที่ 18 ก็คืออัตราการแผ่ความร้อน ทีนี้ในการแก้สมการที่ 17 เราจะอาศัยระเบียบเชิงตัวเลขโดยมีวิธีในการแก้สมการดังนี้คือ
1. วิธีโดยตรง หรือ วิธีตามลำดับ (Explicit method)
วิธีนี้เป็นวิธีที่แทนที่สมการ 17 ในเทอมทางซ้ายมือด้วย forward difference และประมาณค่าเทอมทางขวามือด้วย central difference และจำเป็นต้องกำหนดจุดปม(node)ระยะทาง ดังรูปที่ 3

รูปที่ 3 รูปประกอบการแก้ปัญหาแบบตามลำดับ
จากสมการที่ 17 และรูปที่ 2, 3 เราสามารถระบุค่าขอบ และสภาวะเงื่อนไขได้ดังนี้
| |
0 < x < L |
......19) |
| |
t > 0 |
......20) |
สมการเชิงตัวเลขเมื่อแปลงเป็นวิธีตามลำดับดังที่กล่าวข้างต้นนี้คือ
| |
 |
......21) |
โดยที่
| |
 |
......22) |
ในสมการที่ 21 มีเทอมของค่าความคลาดเคลื่อนซึ่งไม่ได้แสดงไว้ด้วยคือ 0 [ ,( )2] และสามารถจัดรูปของสมการที่ 21 ให้อยู่ในรูปของ
| |
 |
......23) |
และ
| |
 |
......24) |
เมื่อ n คือรอบการคำนวณเริ่มตั้งแต่ 0,1,2 .... และ i คือ ตำแหน่งของปมในแนวแกน x มีค่าตั้งแต่ 1,2,3 ... M-1 เมื่อ M คือจำนวนส่วนของระบบ (Mesh size)
ในการหาผลเฉลยด้วยวิธีโดยตรง หรือวิธีตามลำดับ เราจะไม่ทราบค่าของ ตัวเดียว โดยอธิบายได้โดยใช้แผนภาพประกอบดังรูปที่ 4

รูปที่ 4 แผนภาพอธิบายกลไกการหาผลเฉลยด้วยวิธีโดยลำดับเมื่อ n คือรอบการคำนวณ
สำหรับการคำนวณในรอบที่่ n +1 สามารถเริ่มจากการคำนวณโดยใช้ข้อมูลในรอบ n วิธีนี้จึงง่ายตรงที่เรามีตัวไม่ทราบค่า 1 ตัวในแต่ละรอบของการคำนวณ แต่บางครั้งการผลเฉลยกลับหาค่าไม่ได้ เนื่องจากมีการลู่ออก (diverge) ของผลเฉลย ไม่ลู่เข้าสู๋ผลเฉลย สังเกตในสมการที่ 21 จะพบว่าเราไม่สามารถเลือกใช้ และ ได้อย่างอิสระ เนื่องจากเงื่อนไขในสมการที่ 24 คือ
| |
 |
......25) |
ซึ่งการกำหนดค่า ลงไปบางค่า เราจะไม่สามารถหาผลเฉลยได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการเลือกกำหนดค่า ควรเลือกให้มีค่าน้อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด แต่การคำนวณก็เพิ่มขึ้น ด้วยเนื่องจากค่า สอดคล้องกับ ในเชิงกำลังสอง
2. วิธีโดยนัย (Implicit method)
เพื่อหลีกเลี่ยงการลู่ออกชองผลเฉลยของวิธีโดยลำดับ เนื่องจากการใช้ค่า เราก็เริ่มต้นการแทนค่าในสมการพาราโบลิคทั่วไป โดยแทนเทอมทางซ้ายมือด้วยการประมาณค่า backward difference และ forward difference และประมาณค่าเทอมทางขวามือด้วย central difference
| |
 |
......26) |
จะได้
| |
 |
......27) |
โดยค่าความคลาดเคลื่อนเ่ท่ากับ 0 [ ,( )2]ในวิธีนี้เราจะทราบค่าเริ่มต้นเพียงค่าเดียว และค่าไม่ทราบอีก 3 ปมดังรูปที่ 5

รูปที่ 5 แผนภาพอธิบายกลไกการหาผลเฉลยด้วยวิธีโดยนัยเมื่อ n คือรอบการคำนวณ
วิธีนี้ไม่มีข้อจำกัดในการเลือก และ แต่การใช้ และ ที่ใหญ่เกินไปจะทำให้ผลเฉลยของสมการลู่เข้าช้ากว่าการใช้ค่าน้อยๆ
3. วิธีแครงก์-นิโคลสัน (Crank-Nicholson method)
วิธีนี้เป็นวิธีที่ให้ค่าความแม่นยำในด้านของเวลา และระยะทางเป็นอันดับสอง 0 [ 2 ,( )2] โดยหลักการของวิธีนี้คือใช้ค่าเฉลี่ยระหว่างการประมาณค่าแบบ forward difference และ backward difference ร่วมกันนั่นเองดัง จากสมการที่ 26 ซึ่งเป็นสมการทั่วไปของสมการพาราโบลิคเมื่อใช้วิธีแครงก์นิโคลสันจะได้
| |
 |
......28) |
สังเกตว่าเทอมขวามือยังเป็นการใช้การประมาณค่าแบบ central difference ขณะที่เทอมซ้ายมือเป็นการใช้ค่าเฉลี่ยของทั้ง forward difference และ backward difference จากสมการที่ 28 เขียนให้อยู่ในรูปง่ายขึ้นจะได้
| |
 |
......29) |

รูปที่ 6 แผนภาพอธิบายกลไกการหาผลเฉลยด้วยวิธีโดยนัยเมื่อ n คือรอบการคำนวณ
เมื่อเปรียบเทียบทั้งสามวิธีในการแก้สมการพาราโบลิคด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์ดิฟเฟอเรนซ์แล้ว พบว่าวิธีที่ให้ค่าความแม่นยำสูงสุดคือ วิธีแครงก์-นิโคลสัน
ซึ่งใช้การประมาณค่าทั้งจากการกระจายภายในเทอมระยะทางทั้ง forward และ backward difference ซึ่งสามารถกำหนดค่า และ ได้ไม่มีกำหนด สรุปไว้ในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 เปรียบเทียบวิธีแก้สมการพาราโบลิค
* ค่า r คิดจากสมการที่ 24
|